Oligio เทคโนโลยียกกระชับผิวตัวใหม่จากเกาหลี

อายุที่มากขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอยเริ่มชัด ซึ่งมีสัดส่วนน้อยมากครับที่จะเลือกแก้ปัญหาด้วยการผ่าตัด เพราะมีความกังวลในหลายด้าน
Oligio นวัตกรรมยกกระชับจากเกาหลีเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ เป็นการใช้คลื่นวิทยุ Monopolar RF ที่สามารถยิงลึกถึงชั้น SMAS เหมือนศัลยกรรม แต่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น
Oligio คืออะไร ? บทความนี้หมอจะพาไปเจาะลึกทั้งวิธีการทำงาน ข้อดีข้อเสีย ความคุ้มค่า ราคา และการเปรียบเทียบกับเทคโนโลยียกกระชับอื่นๆ เพื่อให้คนไข้มีข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจทำครับ

Oligio
- Oligio คือ เทคโนโลยียกกระชับผิวจากเกาหลีที่ใช้คลื่นวิทยุช่วยในการกระตุ้น การสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวแน่นเฟิร์มจากคอลลาเจนใหม่
- ก่อนทำ Oligio ไม่ต้องใช้ยาชา ไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า แบบไม่เจ็บ
- เห็นผลทันที 20% ดีขึ้นใน 3-6 เดือน อยู่ได้นาน 6-12 เดือน
- Oligio เหมาะกับคนที่มีผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง มีริ้วรอยเล็ก ๆ มีเหนียง กรอบหน้าไม่ชัด
- อาจไม่เหมาะกับคนที่มีผิวหย่อนคล้อยมาก หากต้องการยกกระชับแบบเห็นผลชัดและอยู่ได้นาน Ulthera กับ Thermage จะตอบโจทย์มากกว่า
สารบัญ Oligio
ทำความรู้จักกับ Oligio คืออะไร ?

Oligio (โอลิจิโอ้) คือเทคโนโลยียกกระชับหน้าจากเกาหลี ที่ใช้พลังงานคลื่นวิทยุชนิด Monopolar RF ความถี่ 6.78 MHz ครับ
โดยพลังงานที่ยิงจะลงลึกถึงชั้น Dermis และ SMAS ซึ่งเป็นชั้นผิวที่มีบทบาทหลักในการคงโครงสร้างผิวหน้าให้กระชับและยืดหยุ่น เกิดการกระตุ้นการสร้างและจัดเรียงคอลลาเจนใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ
ผลที่ได้ คือ ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับ แข็งแรง และเต่งตึงขึ้น อีกทั้งความร้อนจากคลื่นวิทยุยังช่วยเร่งการสลายไขมันใต้ชั้นผิว โดยเฉพาะบริเวณกรอบหน้าและใต้คาง ช่วยให้ใบหน้าเรียว มีกรอบหน้าชัดขึ้นครับ
หลักการทำงานของ Oligio

Oligio ทำงานด้วยหลักการส่งคลื่นวิทยุความถี่ Monopolar RF 6.78 MHz ร่วมกับเทคโนโลยี W-SIM (Skin Impedance Matching Technology) ที่ช่วยส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวหนังได้แม่นยำขึ้น โดยมีกลไกการทำงานที่สำคัญ 3 ขั้นตอนหลักดังนี้ครับ
- การสร้างความร้อน : คลื่น RF จะสร้างความร้อนประมาณ 40-45 องศาเซลเซียสในชั้นผิวหนังแท้และชั้นไขมัน ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ โดยไม่ทำลายเซลล์ผิว
- การเปลี่ยนแปลงโมเลกุลไขมัน : ความร้อนจากคลื่น RF ทำให้โมเลกุลของเซลล์ไขมันเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรวดเร็ว ทำให้เซลล์ไขมันแตกตัวและถูกกำจัดออกไปตามกระบวนการธรรมชาติของร่างกาย
- การหดตัวของเส้นใยคอลลาเจน : ความร้อนที่เกิดขึ้นทำให้เส้นใยคอลลาเจนที่มีอยู่เดิมหดตัวทันที และกระตุ้นให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ต่อเนื่องเป็นเวลา 3-6 เดือนหลังทำ
ขณะที่คลื่น RF ทำงาน ระบบทำความเย็นจะควบคุมอุณหภูมิที่ผิวหนังชั้นนอกให้อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันผิวไหม้ พร้อมมีระบบสั่นที่ช่วยกระจายความร้อน ลดความรู้สึกเจ็บ ทำให้คนไข้รู้สึกสบายตัวขณะทำครับ
หัวทิปของ Oligio

Oligio มีหัวทิป (Tip) 2 ขนาด ให้เลือกใช้งานตามบริเวณที่ต้องการปรับสภาพผิวและยกกระชับ โดยแต่ละขนาดถูกพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่การรักษาที่แตกต่างกันครับ
Oligio Face Tip ขนาด 4 cm² (2×2 cm)
- หัวทิปขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในบริเวณกว้าง เช่น ทั่วใบหน้าและลำคอ
- มีประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย ลดไขมันสะสมใต้ผิว และปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนอย่างเป็นธรรมชาติ
- เหมาะสำหรับการรักษาบริเวณแก้ม หน้าผาก กรอบหน้า และลำคอ ช่วยให้ผิวกระชับและเรียบเนียนขึ้นอย่างชัดเจน
Oligio Eye Tip ขนาด 0.25 cm² (0.5×0.5 cm)
- หัวทิปขนาดเล็กที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในบริเวณที่ต้องการความละเอียดสูง อย่างใต้ตาและพื้นที่เล็ก ๆ บนใบหน้า
- เหมาะสำหรับการยกกระชับผิวบริเวณรอบดวงตา ลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ และรอยเหี่ยวย่นเฉพาะจุด
- ช่วยเพิ่มความกระชับให้กับผิวบริเวณที่มีความบอบบาง พร้อมลดอาการบวม
Oligio ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?
- ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย ทำให้ผิวแน่นเฟิร์มจากคอลลาเจนใหม่
- ช่วยลดริ้วรอยและกระชับรูขุมขน ทำให้ผิวมีความเรียบเนียนและดูสุขภาพดีขึ้น
- ช่วยลดไขมันส่วนเกินใต้ชั้นผิว ลดเหนียง ลดไขมันแก้ม และส่วนอื่น ๆ ตามร่างกาย
- แก้ปัญหาหนังตาตก เปลือกตาตก คิ้วตก หรือมุมปากตก
- ปรับกรอบหน้าชัด ทำให้รูปหน้าเล็กลง มีรูปทรงวีเชฟมากขึ้น
- ชะลอการเกิดปัญหาหย่อนคล้อยตามวัย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันก่อนที่ปัญหาผิวจะรุนแรง
Oligio ทำตำแหน่งไหนได้บ้าง ?
อีกหนึ่งจุดเด่นของ Oligio คือเป็นนวัตกรรมที่สามารถยกกระชับได้ทุกส่วนของร่างกาย โดยบริเวณที่ได้รับความนิยมมีดังนี้ครับ
บริเวณใบหน้า
- หน้าผากและรอบดวงตา
- แก้มและโหนกแก้ม
- กรอบหน้าและขากรรไกร
- ใต้คางและบริเวณเหนียง
บริเวณลำคอและคอ
- ลำคอส่วนหน้า
- ลำคอส่วนข้าง
- รอยพับคอ
บริเวณร่างกาย
- ต้นแขนที่มีผิวหย่อนคล้อย
- หน้าท้องที่มีผิวหย่อนหรือมีไขมันส่วนเกิน
- สะโพกและต้นขา
ใครบ้างที่เหมาะกับการทำ Oligio ?

Oligio เป็นเทคโนโลยีความงามที่เหมาะกับปัญหาผิวหลากหลายครับ เช่น
กลุ่มเป้าหมายที่แนะนำ
- ผู้ที่มีอายุระหว่าง 25 ปีขึ้นไป ต้องการชะลอความเสื่อมของผิว
- ผู้ที่ต้องการยกกระชับหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และมีความเสี่ยงต่ำ
- ผู้กลัวเจ็บ กลัวมีรอยแผลเป็น
- ผู้ที่มีเวลาจำกัด เนื่องจากใช้เวลาทำเพียง 20-30 นาที และไม่ต้องพักฟื้นหลังทำ
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ
- ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นสนใจเรื่องการดูแลผิว ต้องการทดลองหัตถการที่มีความเสี่ยงต่ำ
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาชาหรือกังวลเรื่องการใช้ยาชา เพราะ Oligio ไม่จำเป็นต้องทายาชาก่อนทำ
- ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ผิวแดง ไวต่อการระคายเคือง
ปัญหาผิวแบบไหนที่เหมาะกับการทำ Oligio ?
- ผิวหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะบริเวณแก้ม และกรอบหน้า
- มีริ้วรอยตื้นถึงปานกลาง เช่น รอยเหี่ยวย่นบริเวณหน้าผาก รอยตีนกา และร่องแก้ม
- มีรูขุมขนกว้าง หน้าไม่เรียบเนียน
- ผิวหมองคล้ำ ขาดความกระจ่างใส
- มีไขมันส่วนเกินบริเวณแก้ม มีเหนียงใต้คาง กรอบหน้าไม่ชัด
- มีปัญหาหนังตาตก มุมปากตกเล็กน้อย
- ผิวคอหย่อนคล้อย มีริ้วรอย
- ผิวขาดความยืดหยุ่น ไม่กระชับ
ใครบ้างที่ไม่เหมาะสมกับการทำ Oligio ?
- ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับ โรคผิวหนังเฉพาะที่ เช่น โรคสะเก็ดเงิน, โรคเริม หรือการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง
- ผู้ที่มีอุปกรณ์ฝังในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) หรือโลหะฝังอยู่บริเวณที่ทำการรักษา
- หญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในระหว่างให้นมบุตร
- ผู้ที่มีโรคเรื้อรังรุนแรง เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ หรือโรคหัวใจขั้นรุนแรง
- ผู้ที่มีปัญหาเลือดออกง่าย หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants)
- ผู้ที่เพิ่งได้รับการทำหัตถการทางความงามอื่น ๆ ในบริเวณเดียวกัน เช่น การฉีดฟิลเลอร์ หรือโบท็อกซ์ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์
Oligio เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และผู้ที่ต้องการป้องกันปัญหาผิวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยปานกลางถึงมาก ผิวไม่กระชับ รู้สึกผิวหลวม อาจเลือกทำ Thermage หรือ Ulthera ที่ให้ผลลัพธ์ด้านนี้เด่นชัดกว่าครับ
เปรียบเทียบ Oligio กับ Thermage แตกต่างกันอย่างไร ?
ทั้ง Oligio และ Thermage แม้ทั้งสองจะใช้หลักการเดียวกันคือ Monopolar RF (คลื่นความถี่วิทยุ) แต่ก็มีความแตกต่างกันในหลายแง่มุม ทั้งในด้านเทคโนโลยีการทำงาน, ระยะเวลาในการรักษา, ผลลัพธ์ และความรู้สึกระหว่างทำครับ

สรุปความต่าง Oligio กับ Thermage
- Oligio : โดดเด่นในด้านการกระจายพลังงานสม่ำเสมอ ทำให้ผิวไม่รู้สึกเจ็บขณะทำ และเหมาะสำหรับการทำในพื้นที่กว้าง เช่น กรอบหน้า หน้าผาก และลำคอ
- Thermage : มีหัวยิงให้เลือกใช้เยอะกว่า พลังงานสูงกว่า Oligio จึงเห็นผลชัดและนานกว่า โดยเฉพาะในเรื่องการยกกระชับหน้า ลดผิวหย่อนคล้อย เช่น รอบดวงตา และบริเวณที่มีไขมันใต้ผิวหนังมาก
เทียบ Oligio กับ เครื่องยกกระชับอื่น ๆ

Oligio VS Hifu Ultraformer III, MPT
- เทคโนโลยี : Oligio ใช้คลื่นวิทยุ RF ส่วน Hifu Ultraformer ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง
- ความแตกต่าง :
- Hifu สามารถเข้าถึงความลึกได้มากกว่า โดยเฉพาะถึงชั้น SMAS (4.5 มม.)
- Oligio มีความร้อนประมาณ 40 องศาเซลเซียส ขณะที่ Hifu สร้างความร้อนสูงถึง 65-75 องศาเซลเซียส
- Hifu เน้นการยกกระชับผิวโดยตรง ส่วน Oligio มีผลต่อการลดไขมันและกระชับผิวไปพร้อมกัน
- Hifu มีความหลากหลายในการปรับระดับความลึกมากกว่า ทำให้รักษาได้ครอบคลุมทุกชั้นผิว
Oligio VS Ulthera
- เทคโนโลยี : Oligio ใช้คลื่นวิทยุ RF ส่วน Ulthera ใช้คลื่นอัลตราซาวนด์
- ความแตกต่าง :
- Ulthera มีอุณหภูมิความร้อนสูงถึง 60-70 องศาเซลเซียส ส่วน Oligio มีความร้อนเพียง 40 องศาเซลเซียส
- Ulthera เน้นการยกกระชับผิวที่ชั้น SMAS จึงเน้นการยกหน้า ขณะที่ Oligio เน้นการกระชับผิวและลดไขมัน
- Ulthera อาจมีความเจ็บมากกว่า แต่เห็นผลชัด ส่วน Oligio จะเจ็บน้อยกว่า
Oligio VS Morpheus8
- เทคโนโลยี : ทั้ง Oligio และ Morpheus8 ใช้คลื่นวิทยุ RF แต่วิธีการนำส่งพลังงานต่างกัน
- ความแตกต่าง :
- Morpheus8 ใช้เข็มขนาดเล็กในการนำส่งพลังงาน RF ลงสู่ชั้นผิวลึก ขณะที่ Oligio ไม่ใช้เข็ม
- Morpheus8 พลังงานลงลึกถึง 4.0 มม. ขณะที่ Oligio เข้าถึงความลึกน้อยกว่า
- Morpheus8 มีระยะเวลาฟื้นตัวนานกว่าเนื่องจากใช้เข็ม อาจมีรอยแดงหรือจุดเลือดออกเล็กน้อย
- Oligio เหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการพักฟื้น เจ็บปวดน้อย
- Morpheus8 ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าในการปรับโครงสร้างผิวและรักษารอยแผลเป็น
สรุป เปรียบเทียบ Oligio กับ เครื่องยกกระชับอื่น ๆ
- Oligio เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์รวดเร็วโดยไม่ต้องพักฟื้น เจ็บน้อย และเน้นการยกกระชับผิวหน้าและลดไขมันใต้ผิว
- Hifu Ultraformer III เหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ และต้องการยกกระชับผิวแบบเฉพาะจุด
- Ulthera SPT เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก หรือริ้วรอยลึก และต้องการผลลัพธ์ระยะยาว
- Morpheus8 เหมาะสำหรับการรักษารอยแผลเป็น รูขุมขนกว้าง และปัญหาริ้วรอยตื้น
ขั้นตอนการทำ Oligio ตั้งแต่ต้นจนจบ
การทำ Oligio เป็นกระบวนการที่ไม่ซับซ้อนและใช้เวลาไม่นาน โดยมีรายละเอียดแต่ละขั้นตอนดังนี้ครับ
การเตรียมตัวก่อนทำ Oligio
- ปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินสภาพผิวและความเหมาะสมในการทำ Oligio
- แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และหัตถการเสริมความงามที่เคยทำมาก่อนหน้า
- แจ้งความคาดหวังและเป้าหมายที่ต้องการจากการทำ Oligio
- งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรด AHA, BHA, เรตินอล หรือสารที่ทำให้ผิวบางลงอย่างน้อย 3-5 วันก่อนทำ
- หลีกเลี่ยงการขัดหน้าหรือใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว 1 สัปดาห์ก่อนทำ
- หลีกเลี่ยงการอาบแดดหรือใช้เครื่องอบผิวอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนทำ
- หลีกเลี่ยงการทำทรีตเมนต์ยกกระชับผิวอื่น ๆ ในบริเวณเดียวกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนทำ
- ไม่ควรฉีด Botox หรือ Filler ในบริเวณที่จะทำ Oligio ภายใน 2 สัปดาห์ก่อนทำ
ขั้นตอนการทำ Oligio
- ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ไม่ทาเครื่องสำอางหรือครีมใด ๆ
- แพทย์จะวิเคราะห์สภาพผิวอีกครั้งและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
- กำหนดจำนวน shot และระดับพลังงานที่เหมาะสมกับสภาพผิวและปัญหาที่ต้องการแก้ไข
- ทาเจลพิเศษที่ช่วยนำคลื่นวิทยุบนผิวบริเวณที่จะทำ
- แพทย์จะใช้หัวเครื่อง Oligio ที่มีระบบทำความเย็นและระบบสั่น วางบนผิวบริเวณที่ต้องการทำ
- หัวยิงจะปล่อยคลื่นวิทยุ RF โดยเริ่มจากพลังงานระดับต่ำ และอาจเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม
- คนไข้จะรู้สึกอุ่น ๆ สลับกับความเย็นจากระบบทำความเย็น แต่ไม่เจ็บปวด
- เมื่อทำครบทุกบริเวณแล้ว แพทย์จะเช็ดเจลบนใบหน้าออกให้สะอาด
- ทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณสมบัติฟื้นฟูผิว เช่น เซรั่มที่มีส่วนผสมของเปปไทด์หรือไฮยาลูรอนิก แอซิด
- ทาครีมกันแดด SPF 50+ หากต้องออกแดดหลังทำ
การดูแลตัวเองหลังทำ Oligio เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนล้างหน้าหรืออาบน้ำร้อนในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
- หลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่า อบไอน้ำ หรือแช่น้ำร้อนในช่วง 48 ชั่วโมงแรก
- ทาครีมกันแดด SPF 50+ ทุกวัน แม้อยู่ในร่ม เพื่อป้องกันผิวจากรังสี UV ที่ทำลายคอลลาเจน
- ดื่มให้เพียงพอ อย่างน้อย 2-3ลิตร/วัน เพื่อช่วยในกระบวนการฟื้นฟูผิว
- หลีกเลี่ยงการขัดหน้าหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลัดเซลล์ผิวในช่วง 7 วันแรก
- หลีกเลี่ยงการอาบแดดหรือใช้เครื่องอบผิวในช่วง 7 วันแรก
- งดสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากทำลายคอลลาเจนในผิว
ข้อดีและข้อเสียของการทำ Oligio
Oligio มีทั้งข้อดีและข้อควรระวัง ซึ่งควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจทำดังนี้ครับ
ข้อดีของ Oligio
- มีระบบทำความเย็นที่ 5 องศาเซลเซียส ทำให้ช่วยลดความรู้สึกร้อนและเจ็บขณะทำ
- ไม่ต้องทายาชาก่อนทำ เพราะมีระบบทำความเย็นและระบบสั่น ที่ช่วยลดความเจ็บ
- ใช้ได้กับหลายบริเวณของร่างกาย ทั้งใบหน้า คอ แขน และลำตัว
- ใช้เวลาในการทำไม่นาน ประมาณ 20-30 นาที/ครั้ง
- ไม่มีดาวน์ไทม์ หลังทำสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติทันที ไม่ต้องพักฟื้น
- เห็นผลกระชับประมาณ 20% ทันทีหลังทำ และจะดีขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2-3 เดือน
- สามารถทำควบคู่กับหัตถการอื่นได้
- ปลอดภัย เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว
ข้อเสียของ Oligio
- ผลลัพธ์ไม่ถาวร อยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ต้องทำซ้ำเป็นระยะ เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้คงอยู่ต่อเนื่อง
- มีประสิทธิภาพน้อยกว่า Thermage หรือ Ulthera ในการยกกระชับผิว
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก แก้มตก หน้าห้อยชัด
- ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจเห็นผลชัดเจนกว่า ในขณะที่บางคนอาจเห็นผลน้อยกว่า
ความปลอดภัยและผลข้างเคียงที่ควรรู้
ก่อนตัดสินใจทำ Oligio คนไข้ควรทำควรทำความเข้าใจถึงความปลอดภัย และผลข้างเคียงที่ควรรู้ก่อนครับ
Oligio ปลอดภัยหรือไม่ ?
Oligio มีความปลอดภัยสูงครับ เพราะคลื่นวิทยุ Monopolar RF ที่ใช้ ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสากล ตัวคลื่นไม่ทำร้ายผิวหนัง (non-invasive) จึงไม่มีความเสี่ยงติดเชื้อหรือเกิดแผลเป็นเหมือนการผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และใช้เครื่อง Oligio แท้ รวมถึงการตรวจสอบประวัติและความเหมาะสมของคนไข้แต่ละรายก่อนทำหัตถการครับ
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
- รอยแดงเล็กน้อยบริเวณที่ทำ จะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมง
- ผิวตึงหรือชาเล็กน้อย อาการจะหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง
- บวมเล็กน้อย โดยเฉพาะรอบดวงตาหรือริมฝีปาก จะหายไปเองภายใน 1-2 วัน
- อาการระคายเคืองหรือรู้สึกอุ่นบริเวณที่ทำ จะค่อยๆ หายไปเองภายใน 2-3 ชั่วโมง
- อาจมีอาการผิวแห้งตึงในช่วง 1-2 วันหลังทำ
- อาจเกิดรอยช้ำเล็กน้อยในบริเวณที่ผิวบอบบาง จะหายไปเองภายใน 5-7 วัน
วิธีการดูแล เพื่อป้องกันผลข้างเคียง
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรงเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์หลังทำ
- ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปทุกครั้งที่ออกจากบ้าน
- ทามอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
- หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารผลัดเซลล์ผิวหรือสารเคมีแรง ๆ เป็นเวลา 1 สัปดาห์หลังทำ
- ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยในการฟื้นฟูผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นจากภายใน
Oligio ราคาเท่าไหร่ ?
โดยทั่วไปแล้ว ราคา Oligio จะเริ่มต้นที่ 15,000.- ครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายละเอียดและความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคล ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น
- ตำแหน่งที่ทำ อย่างการทำเฉพาะจุด จะราคาถูกกว่าทำทั่วใบหน้า
- จำนวนช็อตที่ใช้ ยิ่งใช้ช็อตเยอะ ราคาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
- แพทย์หรือคลินิกที่มีชื่อเสียง จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ก็เพิ่มความมั่นใจในผลลัพธ์และความปลอดภัย
- โปรโมชั่นหรือแพ็กเกจของแต่ละคลินิก
เปรียบเทียบราคากับเทคโนโลยียกกระชับอื่น ๆ
สำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับหน้า ราคาโปรโมชันพิเศษ ที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนและปลอดภัย V Square Clinic มีแพ็กเกจสุดคุ้มให้เลือกหลากหลายตามความต้องการของแต่ละบุคคลครับ
- มีบริการ ปรึกษาแพทย์ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
- ทุกหัตถการทำโดยแพทย์ผู้ด้านการปรับรูปหน้าโดยเฉพาะ
- ใช้เครื่องแท้ ยาแท้ นำเข้าจากบริษัทโดยตรง
- รีวิวแน่น มีผู้ใช้บริการจริง การันตีผลลัพธ์
- มีสาขาทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เดินทางสะดวก
ราคา Ulthera

ราคา Thermage

ราคา Hifu (Ultraformer III)

คลิก Banner เพื่อเช็กราคาหัตถการอื่น ๆ ที่เหมาะกับคุณ!

คำถามที่พบบ่อย
ต้องทำ Oligio กี่ครั้งถึงจะเห็นผล ?
โดยปกติแล้ว การทำ Oligio เพียง 1 ครั้งสามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีประมาณ 20% หลังทำ และผลลัพธ์จะชัดเจนมากขึ้นภายใน 3-6 เดือน เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่จะค่อย ๆ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
Oligio ดีไหม ?
Oligio เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ได้รับการยอมรับว่าให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพครับ โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องการลดเลือนริ้วรอย ยกกระชับผิว และฟื้นฟูความยืดหยุ่นของผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บและไม่ต้องพักฟื้น ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและปลอดภัย
ทำ Oligio ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน ?
หลังทำ Oligio ผลลัพธ์จะอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว การดูแลหลังการทำ และปัจจัยส่วนบุคคล เช่น อายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการรับประทานอาหาร
ทำ Oligio เจ็บหรือไม่ ?
การทำ Oligio ให้ความรู้สึกอุ่น ๆ ขณะทำ โดยทั่วไปแล้ว ไม่เจ็บ และไม่ต้องใช้ยาชา สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางมาก อาจรู้สึกตึงหรือระคายเคืองเล็กน้อย แต่จะหายไปภายในเวลาไม่นานหลังจากทำเสร็จ
ต้องทำ Oligio ซ้ำบ่อยแค่ไหน ?
เพื่อคงผลลัพธ์ให้ต่อเนื่องและยาวนาน แนะนำให้ทำ ทุก 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังทำ และระดับความหย่อนคล้อยของผิวในแต่ละบุคคล
ทำไมบางคนทำ Oligio แล้วไม่เห็นผล ?
ผลลัพธ์ของ Oligio ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพผิวเริ่มต้น อายุ ไลฟ์สไตล์ และการดูแลผิวหลังทำ นอกจากนี้การเลือกคลินิกที่มีเครื่อง Oligio คุณภาพดีและแพทย์ที่มีประสบการณ์ก็มีส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์ที่จะได้รับครับ
สามารถทำ Oligio ร่วมกับหัตถการอื่นๆ ได้หรือไม่ ?
ได้ แต่ควรเว้นระยะห่างที่เหมาะสม โดยทั่วไปควรเว้นประมาณ 2 สัปดาห์หลังการฉีด Botox หรือ Filler และ 1 เดือนหลังการทำเลเซอร์หรือหัตถการที่มีผลต่อผิวหนัง
สรุป ทำ Oligio ดีไหม ? คุ้มค่าหรือไม่ ?
หากคนไข้ต้องการยกกระชับผิวที่ปลอดภัย เจ็บน้อย และเห็นผลรวดเร็ว Oligio ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจครับ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง และต้องการฟื้นฟูสภาพผิวให้ดูกระชับและอ่อนเยาว์ขึ้น
แต่ถ้าหากคนไข้มีผิวหย่อนคล้อยมาก ๆ ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยาวนานกว่า เทคโนโลยียกกระชับผิวอื่น ๆ เช่น Hifu, Ulthera หรือ Thermage ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากว่า
อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์โดยตรง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและเห็นผลชัดเจนที่สุดหรือเข้ามาขอคำแนะนำกับหมอที่ V Square Clinic ก่อนได้ ปรึกษาและประเมินสภาพผิวฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ